ผู้พัฒนาโครงการและผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียมักต้องเผชิญกับผลกระทบทางการเงินอย่างมหาศาลเมื่อเกิดความล่าช้าขึ้น โดยการเรียกร้องค่าสินไหม มักใช้เวลาเพิ่มขึ้นถึง 65% จากระยะเวลาสัญญาเดิม และมูลค่าความขัดแย้งที่ข้อพิพาทมักสูงเกินกว่า 1 ใน 4 ของงบลงทุนทั้งหมดของโครงการ จากข้อมูลของ Marsh พบว่าจำนวนการเรียกร้องค่าสินไหมในธุรกิจก่อสร้างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2023 มีการเคลมสูงกว่าปี 2020 ถึง 14% ซึ่งเคสส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากความเสียหายต่อทรัพย์สิน
การระบุ ประเมินมูลค่าความเสี่ยง และรู้ว่าความเสี่ยงใดบ้างที่สามารถทำประกันได้ คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการป้องกันความสูญเสียที่ไม่คาดคิดจากโครงการก่อสร้างล่าช้า
การกำหนดวงเงินความคุ้มครองและค่าเสียหายส่วนแรกอย่างเหมาะสม จะช่วยคุ้มครองผู้เอาประกันจากความสูญเสียเมื่อเกิดงานล่าช้า พร้อมช่วยไกล่เกลี่ยและแบ่งแยกความรับผิดชอบระหว่างผู้พัฒนาโครงการ ผู้รับเหมาหลัก และผู้รับเหมาย่อยได้อย่างชัดเจน การมีกรอบการแก้ปัญหาที่ชัดเจนผ่านระบบประกันภัย จะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจและความร่วมมืออันดีระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
บริการประกันภัยความเสี่ยงงานก่อสร้างที่แนะนำ ได้แก่
ความเสี่ยงนอกเงื่อนไขประกันภัย สามารถรับมือและป้องกันได้ด้วยบริการ Pre-loss Construction Delay Review (การทบทวนความเสี่ยงการล่าช้าก่อนเกิดเหตุ) ดำเนินการโดยทีมที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงและผู้เชี่ยวชาญด้านงานก่อสร้างของ Marsh ที่จะมอบข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้ทีมงานของคุณควบคุมต้นทุน วางแผนสำรองฉุกเฉิน และปรับปรุงแผนงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้กระบวนการทำงานราบรื่น เพิ่มความพร้อม และยกระดับประสิทธิผลของโครงการ
เมื่อโครงการขนาดใหญ่เกิดความล่าช้า การเคลมประกันภัยมักถูกตรวจสอบอย่างละเอียดจากบริษัทประกัน เนื่องจากมักมีสาเหตุเกี่ยวพันกันหลายประการและเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย
เช่นเดียวกับการเรียกร้องตามสัญญา เช่น การขอขยายเวลา (extension of time หรือ EOT) หรือการปรับลดค่าเสียหาย (Liquidated damages) ที่ต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด การขอ EOT จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ตารางเวลาอย่างเป็นระบบเพื่อพิสูจน์สาเหตุและความรับผิดชอบ ขณะที่การเคลมค่าเสียหายจากการผิดสัญญา อาจต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านบัญชีนิติวิทยาศาสตร์และข้อกฎหมายเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
กรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการร่วมมือกับ Marsh ไม่เพียงช่วยลดความสูญเสียจากงานล่าช้า แต่ยังช่วยประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายแฝงในกระบวนการเรียกร้องค่าสินไหม
เพียง 1 เดือนก่อนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลาวจะเสร็จสิ้น เกิดเหตุล่าช้าขึ้นเนื่องจากต้องถอดกังหันลม 2 ตัวออกมารื้อและติดตั้งใหม่ ก่อนจะสามารถทดสอบและเปิดใช้งานได้ การเลื่อนวันเปิดดำเนินงานส่งผลกระทบทางการเงินต่อผู้พัฒนาโครงการอย่างมหาศาล
เพื่อให้แน่ใจว่ารายได้ที่สูญเสียไปและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจะได้รับการชดเชยอย่างคุ้มค่าที่สุดผ่านการเคลมประกันภัยการเปิดดำเนินงานล่าช้า (DSU) ผู้พัฒนาโครงการจึงร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญของ Marsh ซึ่งได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อคำนวณวงเงิน ชดเชยความคุ้มครอง และเร่งกระบวนการเคลมให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ในท้ายที่สุด ผู้พัฒนาโครงการก็ได้รับผลตอบแทนทางการเงินตามที่ตั้งเป้าไว้ภายในเวลาเพียง 11 เดือนนับจากวันยื่นเคลม ซึ่งผ่านการเจรจาและทบทวนอย่างเข้มข้นหลายรอบ
1 Crux Insight Annual Report (2022), Battling the Headwinds: a regional analysis of claims and dispute causation. CRUX Insight Fifth Edition: Battling the Headwinds - HKA
ด้วยทีมที่ปรึกษาด้านการประกันภัยและบริหารความเสี่ยงงานก่อสร้าง พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านการเคลมกว่า 100 คน รวมถึงวิศวกรและนักบัญชีนิติวิทยาศาสตร์ชั้นนำทั่วเอเชียรวมถึงในประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมการก่อสร้างของ Marsh พร้อมส่งมอบความเชี่ยวชาญทุกมิติที่โครงการของคุณต้องการ เราช่วยคุณลดผลกระทบจากการหยุดชะงักและลดค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบเมื่อเกิดข้อพิพาท พร้อมผลักดันให้เกิดผลการเรียกร้องค่าสินไหมที่เป็นบวกภายใต้เงื่อนไขกรมธรรม์และสัญญาจ้างก่อสร้างของคุณ
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ (Disclaimer): ความเสี่ยงบางประเภทอาจไม่สามารถทำประกันภัยได้ทั้งหมด ดังนั้น การวิเคราะห์ความเสี่ยงของโครงการ พันธะสัญญา และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างละเอียด โดยได้รับคำปรึกษาจากพาร์ทเนอร์ด้านความเสี่ยง จะช่วยให้คุณตัดสินใจ จัดสรรความเสี่ยง และเลือกซื้อประกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด