Skip to main content

การขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์

สินค้าของคุณคือทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงสุดขององค์กร ซึ่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านคาร์โก้และโลจิสติกส์ของ Marsh พร้อมช่วยคุณระบุความเสี่ยงในการขนส่งและจัดเก็บสินค้า ตลอดจนออกแบบและจัดหาความคุ้มครองประกันภัยและมาตรการบริหารความเสี่ยงในระดับที่เหมาะสม

อุตสาหกรรมคาร์โก้และโลจิสติกส์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการควบรวมและซื้อกิจการ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาใช้ รวมถึงผลกระทบจากการแพร่ระบาด ส่งผลให้การบูรณาการของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และการขนส่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งความก้าวหน้าทางดิจิทัลและความคาดหวังของลูกค้าที่สูงขึ้นกำลังกระตุ้นให้ทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้เล่นที่เข้ามาใหม่มองหาความรวดเร็วและการควบคุมกระบวนการส่งมอบสินค้าแบบครบวงจรมากยิ่งขึ้น

ทีมคาร์โก้และโลจิสติกส์ของ Marsh ใช้เทคโนโลยีและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงขั้นสูง เพื่อออกแบบโปรแกรมประกันภัยที่ครอบคลุมตลอดทั้งซัพพลายเชน โดยเป้าหมายของเราคือการช่วยให้คุณมองเห็นและเข้าใจความเสี่ยงได้ชัดเจนและรอบด้านยิ่งขึ้น และเพิ่มระดับความคุ้มครองให้กับการขนส่งสินค้าของคุณ

เราพัฒนาและยกระดับโปรแกรมประกันภัยอย่างต่อเนื่อง ผ่านบริการทางดิจิทัล ข้อมูล และการวิเคราะห์ โครงสร้างพื้นฐาน และบริหารความเสี่ยงแบบครบวงจร พร้อมด้วยบริการบริหารสินไหมทดแทนแบบบูรณาการ ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียกร้องค่าสินไหม

เราให้บริการกับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่บริษัทข้ามชาติที่เป็นเจ้าของสินค้า ผู้ให้บริการพัสดุรายย่อย ไปจนถึงผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระดับโลก ซึ่งด้วยขนาด ขอบเขตการให้บริการ และความแข็งแกร่งในตลาดของเรา เราพร้อมช่วยคุณบริหาร จัดการ และลดความเสี่ยงตลอดทั้งซัพพลายเชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ความเชี่ยวชาญของเรา

620+

ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งทางทะเล คาร์โก้ และโลจิสติกส์ มากกว่า 620 คนทั่วโลก

35

ครอบคลุม 35 ประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านการขนส่งทางทะเล คาร์โก้ และโลจิสติกส์

US$4.2

เบี้ยประกันภัยรวมมูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

บริษัทใดก็ตามที่มีการขนส่งสินค้า ผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะโดยวิธีการขนส่งใด ควรพิจารณาทำประกันภัยคาร์โก้

บริษัทขนาดใหญ่ที่มีการขนส่งสินค้าในปริมาณมากอย่างสม่ำเสมอ และมีสินค้าคงคลังจำนวนมาก อาจได้รับประโยชน์จากกรมธรรม์แบบ Annual Stock Throughput ซึ่งมีความยืดหยุ่นและให้ความคุ้มครองการขนส่งตลอดทั้งปี โดยไม่จำเป็นต้องทำประกันแยกเป็นรายเที่ยว เหมาะอย่างยิ่งในกรณีที่มูลค่าสินค้าที่จัดเก็บในโรงงานหรือคลังสินค้าต่ำกว่าวงเงินความรับผิดส่วนแรก (Deductible) ของประกันทรัพย์สิน

สำหรับบริษัทขนาดเล็ก หรือธุรกิจที่มีการขนส่งไม่บ่อย อาจเหมาะกับการซื้อประกันภัยคาร์โก้เป็นรายเที่ยว โดยสามารถเลือกเพิ่มความคุ้มครองประกันภัยเข้าไปพร้อมกับค่าขนส่งผ่านผู้ให้บริการขนส่งได้

เบี้ยประกันภัยคาร์โก้คำนวณจากปัจจัยหลัก 2 ประการ ได้แก่ มูลค่าสินค้าที่ขนส่ง และระดับความเสี่ยงในการขนส่ง (ความถี่และความรุนแรงของความเสียหาย)

  • การประเมินมูลค่าสินค้า: โดยทั่วไปเจ้าของสินค้าจะเป็นผู้แจ้งมูลค่าสินค้า วิธีที่ใช้กันทั่วไปคือการนำมูลค่าตามใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice) รวมกับค่าขนส่ง และบวกเพิ่มอีกประมาณ 10% ของค่าขนส่งสำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง รวมถึงอีก 10% สำหรับค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด
  • การประเมินความเสี่ยง: ระดับความเสี่ยงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ลักษณะของสินค้าและสภาพแวดล้อมในการขนส่ง ตัวอย่างเช่น สินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างต่อเนื่องระหว่างการขนส่งผ่านสภาพอากาศเขตร้อน จะถือว่ามีความเปราะบางและมีความเสี่ยงสูงกว่าสินค้าที่ไม่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ

ผู้ให้บริการโลจิสติกส์มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการและขนส่งสินค้าในซัพพลายเชนระดับโลก โดยความต้องการด้านประกันภัยจะแตกต่างกันไปตามลักษณะกิจกรรมและขอบเขตการดำเนินงานของแต่ละธุรกิจ

ผลิตภัณฑ์ประกันภัยโลจิสติกส์ให้ความคุ้มครองแก่ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่ง การจัดเก็บ หรือการจัดการสินค้า ครอบคลุมตั้งแต่บริษัทขนส่งทางบก ผู้รับจัดการขนส่งสินค้า ผู้ให้บริการคลังสินค้า ผู้ให้บริการขนส่งที่ไม่ได้เป็นเจ้าของเรือ (NVOCC) ตัวแทนออกของ และนายหน้าขนส่ง เป็นต้น โดยสรุป องค์กรใดก็ตามที่มีบทบาทในการดูแล จัดการ หรือรับผิดชอบสินค้าในกระบวนการซัพพลายเชน สามารถได้รับประโยชน์จากความคุ้มครองประกันภัยโลจิสติกส์

การประเมินมูลค่าผลิตภัณฑ์ประกันภัยโลจิสติกส์อาจแตกต่างกันอย่างมากขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ลักษณะกิจกรรมเฉพาะที่ดำเนินการ วงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ประวัติความเสียหายที่ผ่านมา ความรับผิดตามสัญญา อนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง การขนส่งสินค้าเป็นภายในประเทศหรือระหว่างประเทศ ตลอดจนขนาดและขอบเขตของการดำเนินงานโดยรวม หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่ใช้ในการกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยคือรายได้รวมจากค่าระวางขนส่งหรือระยะทางขนส่ง (Gross Freight Receipts or Mileage) ซึ่งจะถูกนำมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลความเสี่ยงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดเบี้ยประกันภัยในระดับที่เหมาะสม

“General Average” คือหลักการที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในกฎหมายทางทะเล ว่าด้วยการแบ่งปันความสูญเสียที่เกิดจากการเสียสละหรือค่าใช้จ่ายโดยสมัครใจ เพื่อรักษาความปลอดภัยของเรือและสินค้าทั้งหมดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตัวอย่างเช่น หากมีการตัดสินใจเสียสละส่วนหนึ่งของเรือหรือสินค้าโดยเจตนา เพื่อช่วยรักษาเรือและสินค้าที่เหลืออยู่ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจะถูกแบ่งรับผิดชอบตามสัดส่วนระหว่างเจ้าของเรือและผู้มีส่วนได้เสียในสินค้า เมื่อมีการประกาศให้เป็นกรณี General Average ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามสัดส่วนที่กำหนด

ค่าใช้จ่ายดังกล่าวโดยทั่วไปจะได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยคาร์โก้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมูลค่าค่าสินไหมในกรณี General Average อาจมีจำนวนสูง การปล่อยสินค้ามักจำเป็นต้องใช้หนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee) ที่ออกโดยบริษัทประกันภัย ซึ่งเป็นเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการว่าบริษัทประกันจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนของผู้เอาประกันภัยตามสัดส่วนของ General Average

ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรา

Placeholder Image

Michael Walls

Head, Marine, Cargo & Logistics, Asia

  • Singapore

Please note that Marsh PB Co., Ltd and Marsh McLennan are not engaged by nor involved in any manner with Bonus Ranch and its promotion, and has not placed any insurance for nor insured any of its businesses or operations. Marsh as a licensed insurance broker will not request customers to make payment via non-standard methods, such as the transfer of money to any individual’s bank account.