Wuttichai Dhanmanudham
Practice Leader, Marine & Energy
-
Thailand
อุตสาหกรรมทางทะเลและโลจิสติกส์กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เจ้าของและผู้เดินเรือ ผู้ให้เงินทุนทางทะเล อู่ต่อเรือ ท่าเรือและเทอร์มินัล บริษัทโลจิสติกส์ และผู้ให้บริการต่างๆ ทำงานร่วมกันเป็นระบบนิเวศเดียวที่ขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานโลกผ่านปฏิสัมพันธ์ทั้งทางดิจิทัลและกายภาพนับร้อยล้านครั้งในแต่ละวัน
เมื่อโครงสร้างและพลวัตของอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยอย่างการบูรณาการแนวดิ่ง ความต้องการบริการที่รวดเร็วและข้อมูลแบบเรียลไทม์ของลูกค้า รวมถึงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น ล้วนเป็นแรงผลักดันการเปลี่ยนแปลง เมื่อผสานกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการใช้ Big Data อย่างแพร่หลาย ความเสี่ยงจึงทวีความซับซ้อนและขยายตัวมากยิ่งขึ้น
บริษัททางทะเลและโลจิสติกส์ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด เช่น ความขัดแย้ง การโจมตีเรือ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานจากความล่าช้า ปริมาณงานค้าง และภาพรวมทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป
สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ ทำให้ผู้นำองค์กรจำเป็นต้องปรับตัวอย่างฉับไวและมีประสิทธิภาพ องค์กรยังต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดประกันภัย อันเป็นผลจากกระแสเงินทุนและความสูญเสียที่ผันผวน ซึ่งส่งผลต่อเบี้ยประกัน ความสามารถในการรับประกันความเสี่ยง และกระบวนการจัดการค่าสินไหมทดแทน
ด้วยข้อมูลเชิงลึกที่เหมาะสม โปรแกรมประกันภัยที่ออกแบบเฉพาะ และกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงที่ตรงจุด บริษัททางทะเลและโลจิสติกส์จะสามารถรับมือกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสียและภาระความรับผิด พร้อมต่อยอดโอกาสเพื่อเสริมสร้างการเติบโตและความยืดหยุ่นในระยะยาว
ทีมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกของ Marsh มีประสบการณ์และศักยภาพในการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงที่หลากหลาย ซึ่งองค์กรในระบบนิเวศทางทะเลและโลจิสติกส์ต้องเผชิญ ความเชี่ยวชาญในทุกกลุ่มย่อยของอุตสาหกรรมทางทะเลและโลจิสติกส์ ช่วยให้เราสามารถมอบมุมมองและข้อมูลเชิงลึกตลอดทั้งซัพพลายเชน
บริษัทเดินเรือมักมองหาความคุ้มครองประกันภัยสำหรับความเสี่ยงหลายด้าน เช่น ความเสียหายต่อตัวเรือและเครื่องจักร ความรับผิดจากการดำเนินงานของเรือ (ต่อลูกเรือและบุคคลภายนอก) รวมถึง “ภัยทางทะเล” เช่น เรือเกยตื้น เรือเกยหาด เรือจม และเรือล่ม ในบางพื้นที่ยังมีความเสี่ยงจากสงคราม การประท้วง การโจรสลัด หรือความเสียหายจากน้ำแข็ง
อู่ต่อเรือโดยทั่วไปเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เรือที่ก่อสร้าง จึงมักทำประกันความเสี่ยงจากกระบวนการผลิตที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น อัคคีภัย รวมถึงภัยมาตรฐานที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทดสอบเรือในทะเลหรือท่าเรือ ขณะที่อู่ซ่อมเรือมักซื้อประกันความรับผิดสำหรับเรือที่อยู่ในความดูแล
ผู้ให้เงินทุนทางทะเลมักทำประกันเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันในกรณีที่ประกันของเจ้าของเรือสิ้นสุดหรือให้ความคุ้มครองไม่เพียงพอ ส่วนบริษัทโลจิสติกส์มักทำประกันทรัพย์สินและความรับผิด ซึ่งหลายองค์กรดำเนินธุรกิจครอบคลุมหลายภาคส่วนจึงต้องเผชิญความเสี่ยงหลากหลายรูปแบบ
ท่าเรือและเทอร์มินัลมักทำประกันทรัพย์สินสำหรับสินทรัพย์ที่ตนเป็นเจ้าของ และประกันความรับผิดสำหรับทรัพย์สินและสินค้าของบุคคลภายนอกที่ดูแลและจัดเก็บ ความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงานและลูกเรือที่เข้ามาใช้งานยังคงเป็นประเด็นสำคัญ ขณะเดียวกันรูปแบบการทำงานใหม่ เทคโนโลยีเกิดใหม่ และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล แม้เพิ่มความซับซ้อน แต่ก็สร้างโอกาสใหม่ นอกจากนี้ การบริหารจัดการความแออัดภายในพื้นที่ปฏิบัติงาน และการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ท่าเรือและเทอร์มินัลต้องให้ความสำคัญ
ประกันภัยสินค้ามีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายทางกายภาพที่เกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุระหว่างการขนส่ง นอกจากนี้ กรมธรรม์ยังอาจชดเชยค่าใช้จ่ายที่เจ้าของสินค้าอาจต้องชำระ เช่น ค่าเฉลี่ยความเสียหายร่วม (General Average) หรือค่ากู้เรือ (Salvage) เป็นต้น และความคุ้มครองสามารถขยายไปยังสินค้าที่อยู่ระหว่างการจัดเก็บชั่วคราวตลอดกระบวนการขนส่งในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงสินค้าคงคลัง ณ แหล่งกำเนิด ซึ่งเรียกความคุ้มครองลักษณะนี้ว่า กรมธรรม์แบบ Stock Throughput
นอกเหนือจากความสูญเสียทางกายภาพแล้ว ความรับผิดที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงานทางทะเลถือเป็นความเสี่ยงสำคัญ
Practice Leader, Marine & Energy
Thailand